ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไร ?

ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่เสมือนกองทัพที่ปกป้องร่างกาย ส่วนใหญ่อยู่ในระบบทางเดินน้ำเหลืองและกระแสเลือด ระบบทางเดินน้ำเหลืองประกอบด้วยโครงข่ายของท่อน้ำเหลืองซึ่งลำเลียงของเหลวจากช่องว่างระหว่างเซลล์กลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต นอกจากนี้ ยังมีต่อมน้ำเหลือง ม้าม และต่อมไทมัส ซึ่งต่างก็ผลิตลิมโฟไซต์อันเป็นเซลล์ที่คอยตรวจจับ ทำลาย และกำจัดสารแปลกปลอม จุลินทรีย์ และเซลล์มะเร็งทั้งหลาย

ลิมโฟไซต์มี 2 ชนิด ได้แก่ บีเซลล์และทีเซลล์ บีเซลล์ซึ่งถูกผลิตโดยม้ามจะขับสารต้านเชื้อแปลกปลอม ขณะที่ทีเซลล์ซึ่งถูกผลิตในต่อมไทมัสสามารถทำลายสิ่งแปลกปลอมได้โดยตรง ในร่างกายยังมีเซลล์พิฆาตตามธรรมชาติ (เอ็นเคเซลล์) ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้และกำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยเฉพาะเซลล์มะเร็งทันที เซลล์เม็ดเลือดขาวที่พบในเลือด ประกอบด้วย ฟาโกไซต์และลิมโฟไซต์ มีบทบาทสำคัญในการทำลายแบคมีเรียที่มารุกราน รวมทั้งกำจัดเนื้อเยื่อที่ตายและถูกทำลายลง ระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต้องมีดุลยภาพสมบูรณ์ ดังนั้น แม้ว่าระบบภูมิคุ้มกันจะมีหน้าที่หลักในการทำลายสิ่งแปลกปลอม แต่ก็อาจจะยอมให้สารที่ร่างกายเราต้องการ เช่น อาหารผ่านเข้ามาได้

ศัตรูของระบบภูมิคุ้มกัน

อวัยวะและเซลล์ทั้งหลายของระบบภูมิคุ้มกันต้องการสารอาหารบางประเภทเพื่อช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล ตัวอย่างเช่น อินเตอร์เฟียรอนอันเป็นสารต้านไวรัสและมะเร็งที่ถูกขับออกมาโดยเนื้อเยื่อทั่วร่างกายต้องการวิตามินซีสำหรับการผลิต ส่วนไลโซไซม์ซึ่งเป็นเอนไซม์ต้านแบคทีเรียที่พบในของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำตาและเลือด ต้องการวิตามินเอ ดังนั้น อาหารที่ไม่มีคุณภาพจะบั่นทอนระบบภูมิคุ้มกันให้อ่อนแอโดยทันที ศัตรูอื่น ๆ ของระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ ความเครียด การสูบบุหรี่ การบริโภคแอลกอฮอล์และคาเฟอีนมากเกินไป น้ำตาล ยา สารปรุงแต่งอาหาร ยาฆ่าแมลง มลพิษ การขาดการออกกำลังกาย และการนอนหลับไม่เพียงพอ

สัญญาณของภูมิคุ้มกันต่ำ

ระบบภูมิคุ้มกันที่ด้อยปะสิทธิภาพจะส่งสัญญาณให้เห็นได้ในเวลาไม่นาน เป็นเรื่องปกติที่คนเราส่วนใหญ่จะเป็นหวัดกันปีละครั้งสองครั้ง แต่ภูมิคุ้มกันที่ถดถอยจะทำให้เราเปราะบางต่อเชื้อหวัดหรือเชื้อไข้ต่าง ๆ และอาจทำให้เราติดเชื้อได้บ่อยครั้ง สัญญาณอื่น ๆ ของภูมิคุ้มกันที่ไร้ประสิทธิภาพ ได้แก่ ระบบการย่อยผิดปกติ ความอ่อนล้า อาการปวดตามข้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และผิวพรรณที่หมองคล้ำ ระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่สมดุลยังอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ และอาหารเป็นพิษ เพราะเมื่อพบสารที่เป็นตัวกระตุ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะเข้าจู่โจมในทันที จากนั้นจะขับสารฮิสตามีนและสารอื่น ๆ เพื่อขับไล่สิ่งที่มันมองว่าเป็นผู้รุกราน จึงส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงปรารถนาต่าง ๆ ได้

อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน

ในการรักษาเซลล์และอวัยวะสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงและอยู่ในภาวะสมดุล เราจำเป็นต้องรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง
🔴 วิตามินซี : ระบบภูคุ้มกันทั้งหมดต้องอาศัยวิตามินซีในการทำงาน ดังนั้น ควรรับประทานอาหารที่มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้สูง ซึ่งผลไม้และผักส่วนใหญ่มีปริมาณวิตามินซีที่สูงอยู่แล้ว
🔴 วิตามินเอ : เป็นสารต้านไวรัสที่ทรงพลังและช่วยบำรุงต่อมไทมัส วิตามินเอพบได้ใน ตับ ผลิตภัณฑ์จากนมปลาที่มีไขมันดีสูง น้ำมันตับปลา รวมทั้งเบต้าแคโรทีนในพืชผักที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้
🔴 วิตามินบี : สำคัญต่อการทำงานของฟาโกไซต์ (เซลล์เม็ดเลือดขาว) พบใน ข้าวกล้อง ธัญพืช
🔴 วิตามินอี : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอานุภาพและช่วยกระตุ้นการผลิตแอนติบอดี
🔴 แคลเซียม : ช่วยเซลล์ฟาโกไซต์ในการทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม พบในผลิตภัณฑ์จากนม
🔴 ซีลีเนียม : จำเป็นสำหรับการผลิตแอนติบอดี
🔴 ธาตุเหล็ก : เสริมภูมิต้านทานโดยรวม
**แร่ธาตุส่วนใหญ่พบใน เมล็ดพืช ถั่วเปลือกแข็ง และผักเขียว

นอกจากนี้ โปรตีนเป็นสิ่งจำเป็นต่อภูมิต้านทานที่เข้มแข็ง เนื่องจากร่างกายต้องใช้โปรตีนในการผลิตเซลล์ต่าง ๆ รวมทั้งแอนติบอดีและเอนไซต์ของระบบภูมิคุ้มกัน โปรตีนประกอบด้วยกรดอะมิโนที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของภูมิคุ้มกัน ตัวอย่างเช่น กรดอะมิโนกลูต้าไธโอน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและสารล้างพิษที่สำคัญ ผู้คนส่วนใหญ่ขาดโปรตีน เราจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเป็นปริมาณมาก เช่น ถั่ว เมล็ดพืช เนื้อและปลา

สารอาหารที่สำคัญชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ใยอาหาร ที่พบได้ในเมล็ดข้าวต่าง ๆ ผลไม้ และผัก จำเป็นต่อระบบการย่อย ช่วยทำให้ลำไส้สะอาดป้องกันการสะสมของสารพิษ และช่วยป้องกันการแพร่พันธุ์ของแบคทีเรียที่อันตราย ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมีความสำคัญเนื่องจากมีปริมาณกรดไขมันโอเมกา 3 และ 6 สูง ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโดยรวม จึงควรรับประทานถั่ว เมล็ดพืช และปลาที่มีไขมันดีมาก

ผักใบเขียว เช่น บร็อคโคลี่ และกะหล่ำปลี มีสารคุณค่าพืชผักที่เรียกว่า กลูโคซิโนเลต ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งที่มีฤทธิ์สูง แตงโม และมะเขือเทศ มีปริมาณไลโคปีนสูง ซึ่งเป็นสุดยอดสารอาหารต้านมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง ขณะที่ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ และราสเบอร์รี่ มีสารต้านการอักเสบแอนโทไซยานิน และกรดเอลลาจิกที่สามารถช่วยลดการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง